ช่วงนี้หน้าฝนนะครับผมไม่ค่อยจะได้ออกไปวิ่งสักเท่าไหร่ก็เลยจะมีรีวิวกันเยอะหน่อย สำหรับวันนี้ผมจะมารีวิว Nike Free 5.0 v5 ซึ่งเป็น Free 5.0 ตัวล่าสุดของ Nike ที่กำลังวางตลาดอยู่นะครับ (ถ้าเอาตาม wiki เรื่อง Nike Free จะเป็น Nike Free 5.0 v5 แต่ถ้า search ในกูเกิลบางเวบไซท์จะเรียกรุ่นนี้ว่า Nike Free 5.0 v8 ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอันไหนถูก -“-) ต้องขอขอบคุณคุณเบียร์เจ้าของรองเท้าด้วยนะครับที่ให้ผมยืมมารีวิว
สำหรับรองเท้าวิ่งในกลุ่ม Nike Free ตอนนี้ก็จะมีอยู่ 3 รุ่นนะครับคือ Free 3.0 , Free 4.0 , Free 5.0 โดยจะมี heel drop ที่ 4 mm , 6 mm , 8 mm ตามลำดับครับ โดยนอกจากเรื่อง heel drop แล้วแต่ละรุ่นก็จะต่างกันในเรื่องความหนาของ midsole แล้วก็วัสดุที่เอามาทำ upper ครับ

พัฒนาการ Nike Free Run

ประวัติของ Nike Free นี่ถ้าจะเท้าความไปก็เริ่มวางขายกันตั้งแต่ปี 2005-2006 เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในรองเท้าวิ่ง minimalist รุ่นบุกเบิกเลยก็ได้ครับ สำหรับเลข 5.0 ที่ตามหลังชื่อรุ่นนั้น เป็นระบบตัวเลขของ Nike ที่ใช้แบ่งความหนาของ cushion ของรองเท้าจาก 0 (เท้าเปล่า) จนถึง 10 (รองเท้าวิ่งปกติ) Nike Free 5.0 ก็คืออยู่ตรงกลางนั่นเองครับ

สิ่งที่รองเท้าวิ่ง Nike Free 5.0 ตัวล่าสุดนี้จะต่างกับรุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัดที่สุดคือจะมี Flywire (เป็นเชือกไนล่อนที่ยึดจากพื้นรองเท้าไปที่รูร้อยสาย) ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มความกระชับของเท้าครับ ส่วนบริเวณ upper เป็นผ้า mesh กับแผ่นหนังซึ่งดูจะหนาหน่อยถ้าเทียบกับรองเท้า minimalist ยี่ห้ออื่นในท้องตลาด

รองเท้าวิ่ง Nike Free Run ชาย

ด้านในรองเท้าจะมีแผ่นรองสีเขียวหนาประมาณ 6-8 mm. สำหรับรองเท้าข้างซ้ายถ้าถอดแผ่นรองออกมาจะเห็นช่องสำหรับใส่ Nike+ Sensor (footpod) Nike Free คู่นี้ toe box กว้างครับ (สำหรับหน้ากว้าง D กว้างกว่ารองเท้า trad แต่ไม่ได้กว้างขนาด Merrell หรือ NB Minimus) รายละเอียดอื่นก็มีดังนี้ครับ

ด้านใน รองเท้าวิ่ง Nike Free Run

เนื่องจากคู่นี้เป็นรองเท้าวิ่งที่ยืมเพื่อนมาผมเลยไม่ได้ใส่วิ่งทดสอบมากเท่าไหร่นะครับ ลองใส่วิ่งไปประมาณ 30 km. การสวมใส่ค่อนข้างใส่สบายตามสไตล์รองเท้า minimalist ตัว midsole นี่จะให้ความรู้สึกไม่นุ่มเท่าไหร่ (semi-soft cushion) ถ้าเทียบกับ Brooks Pureflow ที่ midsole มีความหนาใกล้เคียงกัน จะรู้สึกได้ชัดเลยครับว่า PureFlow นุ่มกว่า แต่อย่างไรก็ตามเรื่องความนุ่มของ cushion แต่ละคนอาจจะชอบไม่เหมือนกัน ต้องลองใส่เองดูครับแล้วจะรู้ว่ามันโอเคกับเรามั้ย

รองเท้าวิ่ง Nike Free Run

พอวิ่งไปนานๆ ผมรู้สึกว่าส่วน upper ถึงจะเป็น mesh แต่ก็ไม่ค่อยจะโปร่งสักเท่าไหร่ ระบายความร้อนไม่ได้ดีมากนักถ้าเทียบกับรองเท้าวิ่งคู่อื่นที่ผมเคยรีวิวมา ส่วนเรื่อง drop 8 mm. นั้นสำหรับผมไม่ค่อยจะให้ความรู้สึก minimalist มากนัก (อาจเพราะผมชินกับรองเท้า drop 4 mm. กับ zero drop) แต่ถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่า Nike Free 5.0 จะมีส่วนส้นเท้าหนากว่ารองเท้า minimalist อื่นก็ยังไม่เหมาะกับการวิ่งลงส้น (heelstrike) อยู่ดีนะครับ เจ้าของรองเท้าคู่นี้ก็วิ่งลงส้นครับเข้าสมาคมเจ็บเข่าไปเรียบร้อยแล้ว

สรุป Nike Free 5.0 ในความเห็นผมคิดว่าถ้าคุณเป็นคนที่เริ่มที่สนใจอยากจะหันมาเริ่มวิ่ง minimalist ในช่วงปรับเปลี่ยนใช้คู่นี้ก็โอเคเลย เพียงแต่ว่าพอคุณเริ่ม minimalist ไปสักพักแล้วกล้ามเนื้อของคุณแข็งแรงขึ้น คุณอาจจะอยากมีความรู้สึก feel to the ground มากขึ้น คุณก็ต้องเปลี่ยนไปหา heel drop 4 mm. หรือ zero drop ไปเลย ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนไนกี้แล้วอยากลอง minimalist ผมแนะนำให้ลองเลือก Nike Free 3.0 v5 ดีกว่าครับ (มี heel drop ต่ำกว่า แล้วก็ upper โปร่งกว่าเป็น seamless ชิ้นเดียว)

Nike Free 5.0+ – Side, Flywire Mesh, Nike+ Running – Side, Top, Inside View, Insole, Outsole

Nike Free Run

จุดเด่นอีกอย่างของ midsole ของ Nike Free ก็คือเรื่อง flexible ครับ เรื่องนี้ของเค้าดีจริงๆ บิดเท้า งอเท้า ได้สบายมาก และอีกหนึ่งเรื่องที่ไนกี้มักจะทำได้ดีเสมอ คือ ความเป็นแฟชั่น(fashionable) ครับ รองเท้าวิ่งตระกูล Nike Free ผมว่าทรงสวยแล้วก็ใส่ลำลองได้เฟี้ยวมากครับ โดยรวมแล้วถือว่าเป็นรองเท้าที่ใส่สบายคู่หนึ่งครับแต่จะถูกใจหรือไม่ต้องไปลองใส่กันดูนะครับ Nike Free 5.0 (4.0 และ 3.0) ราคาเต็มในช้อป 4,400 บาทครับ